วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ความประทับใจในโรงเรียน

ความประทับใจในโรงเรียน
 1.ประทับใจในสถานที่ สถานที่มีความร่มรื่นดี น่าเรียน
 2.ประทับใจในครูอาจารย์ อาจารย์ตั้งใจสอนนักเรียน
 3.ประทับใจในเพื่อนๆ  เพื่อนๆมีน้ำใจช่วยเหลือเวลาเดือดร้อน
 4.ประทับใจในภารโรงคือทุกๆวันเขาจะทำความสะอาดโรงเรียน ทำให้โรงเรียนสะอาด

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บุคคลทีอยากแนะนำ

                                                              
                                                                           ขงจื๊อ
                                          

                                                                           ไฟล์:Confucius 02.png                  
                      
ขงจื้อ
(จีนตัวย่อ: 孔子; อังกฤษ: Confucius ; ภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ข่งชิว) (ตามธรรมเนียม, 28 กันยายน 551 ปีก่อน ค.ศ. - 479 ปีก่อน ค.ศ.)  ชื่อรอง จ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ
                ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า "ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"
  ประวัติ
                เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้เพียง3ปี บิดาที่มีร่างกายสูงใหญ่และแข็งแรงได้เสียชีวิตจากไป ขงจื๊อในวัยเยาว์ชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักใฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน ในปีถัดมาได้ลูกชาย ให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็น เสมียนยุ้งฉาง และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับ เสนาธิบดีของอ๋องจิง และได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน และได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผน และหลักการปกครอง แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมือง กับอ๋องติง และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส และในระหว่างนั้น ได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการปกครอง และวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่ ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิต และถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก และได้กลับมาสู่แคว้นลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลัง ได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73ปี
  หลักความรู้
ศาสตร์สี่แขนง
 
                 ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า
แปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้
 
                ได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก
ลำดับการเรียนรู้
 
                ได้แก่ พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์
คุณธรรมทั้งสาม

                    
ที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่ ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
สี่ขั้นตอนหลักการสอน
 
                ได้แก่ ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
สี่ลำดับการสอน
 
                ได้แก่ คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อูคูเลเล่

                                            อูคูเลเล่                                                                               Ukulele อูคูเลเล่
           Ukulele (อูคูเลเล่) เป็นเครื่องดนตรีที่มีต้นกำเนิดมาจากฮาวาย ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน โดยเริ่มจากที่นักดนตรีโปรตุเกสคนหนึ่งที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังชายฝั่ง Hanolulu ของฮาวาย และหอบเอาเครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์จิ๋วที่เรียกว่า Cavaquinho มาด้วย จนสร้างความสนใจให้กับชาวพื้นเมืองฮาวายเป็นอย่างมากในสมัยนั้น และในที่สุดก็ได้มีการดัดแปลงเครื่องดนตรีจากโปรตุเกสดังกล่าวให้กลายเป็น อูคูเลเล่ ใช้สำหรับให้ความบันเทิงและสนุกสนานในหมู่เกาะฮาวาย และมันก็ถูกนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในหมู่เกาะนับตั้งแต่นั้นมา จนเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1950 ได้มีการนำอูคูเลเล่ไปเล่นทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างมากมาย จึงทำให้อูคูเลเล่เปลี่ยนจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองฮาวาย กลายมาเป็นเครื่องดนตรีสากลในที่สุด

          อูคูเลเล่ ได้รับความนิยมถึงจุดสูงสุดในช่วงปี 1960-1985 เมื่อมีนักดนตรีชื่อดังหลายคนนำเครื่องดนตรีชนิดนี้ไปประกอบเพลง เช่น เจค ชิมาบุคุโร, จอร์จ แฮร์ริสัน, ซารา วัตกินส์ เป็นต้น ทำให้หลาย ๆ คนสรรหาเครื่องดนตรีชนิดนี้มาไว้ในครอบครองบ้าง ด้วยความที่มันเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก พกพาได้สะดวก และมีเสียงนุ่มไพเราะเหมือนกับกีตาร์ อีกทั้งยังสามารถเล่นได้หลากหลายรูปแบบ อูคูเลเล่ จึงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย


                                        อูคูเลเล่                                                          สิงโต นำโชค กับ Ukulele อูคูเลเล่

          ปัจจุบัน อูคูเลเล่ ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากมายอีกครั้ง และนักร้องนักดนตรีหลายคนก็นำมันไปใช้เป็นดนตรีประกอบเพลงอย่างไพเราะ ไม่ว่าจะเป็น Jack Johnson, Jason Mraz หรือ John Mayer ที่โด่งดัง และผลงานเพลงของพวกเขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ขณะเดียวกันที่ อูคูเลเล่ ก็ยิ่งมีคนสนใจเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะในแถบยุโรป เอเชีย หรืออย่างบ้านเรา ก็ได้มีการนำอูคูเลเล่มาใช้ในงานดนตรีและการผลิตผลงานดนตรี โดยเฉพาะในแวดวงดนตรีแจ๊ส หรือดนตรีเบา ๆ ฟังสบาย ๆ อย่าง สิงโต นำโชค และ ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย หรือจะเป็น นท เดอะ สตาร์ 7 ที่พกเอาอูคูเลเล่มาออดิชั่นด้วยเพลงที่แต่งเอง จนลอยลำผ่านเข้ารอบ 8 คนไปได้อย่างสบาย ๆ ซึ่งก็สร้างความสนใจให้กับหลาย ๆ คน จนตอนนี้อูคูเลเล่ก็เริ่มเป็นที่ต้องการของคนหลาย ๆ คนไปแล้ว
         สำหรับราคาของอูคูเลเล่ในบ้านเรานั้นก็มีตั้งแต่ 1,500 - 50,000 บาท หรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้และคุณภาพของเสียงอูคูเลเล่ รวมถึงที่มาของเจ้าอูคูเลเล่ด้วย ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งยังมีการเปิดชมรมอูคูเลเล่ขึ้นมา เพื่อให้คนรักอูคูเลเล่เล่นดนตรีชนิดนี้มาโชว์แลกเปลี่ยนกันชมอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่มันมีขนาดเล็กและเรียนรู้ได้ง่าย อูคูเลเล่จึงกลายเป็นเครื่องดนตรีฝึกหัดสำหรับมือใหม่หัดเล่นกีตาร์ได้อีกด้วย
ที่มา:musicstation.kapook.com/view19265.html

สตรอเบอรี

                                               

                                 สตรอเบอรี                                            

 

 

         สตรอเบอรีไม่ใช่ผลไม้พื้นเมืองของไทย แต่เรากลับเคยรับประทานสตรอเบอรีกันแทบทุกคน เพราะนอกจากรสเปรี้ยวยั่วน้ำลายแล้ว สีแดงสดใสและกลิ่นหอมเฉพาะตัวก็ยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ไอศกรีม แยม เจลลี  และอาหารสารพัดสารเพ

         ไม่อาจกล่าวว่าสตรอเบอรีใช้เป็นยาได้เสียทีเดียว แต่ก็น่าทึ่งว่าน้ำสตรอเบอรีช่วยให้ธาตุเหล็กถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น เห็นได้ชัด

 รู้จักทักทาย

         สตรอเบอรีเป็นพืชตระกูลเดียวกับกุหลาบ คืออยู่ในวงศ์ Rosaceae  แต่ดูเผินๆจะเห็นว่าไม่มีอะไรคล้ายกันเลย พืชน่ารักต้นนี้เป็นเพียงไม้ล้มลุกขนาดเล็กสูงแค่คืบ ใบเป็นใบประกอบ ขอบใบเป็นจักร มีขนสั้นๆคลุมผิวใบ

         สตรอเบอรีมีหลายพันธุ์   ทั้งหมดอยู่ในสกุล(Genus)  Frageria       ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในแถบอบอุ่น  เดิมเป็นไม้ป่าเรียก  wild strawberry  ต่อมาถูกนำมาปลูกเพื่อรับประทานผลตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ประมาณว่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สิบสาม ชาวฝรั่งเศสนำสตรอเบอรีป่ามาปลูกเป็นพืชไร่  ในอเมริกาก็มีสตรอเบอรีสองสายพันธุ์คือ  F. chiloensis และ F. virginiana  ซึ่งถูกนำมาแพร่พันธุ์ในยุโรป และเกิดกลายพันธุ์ได้สายพันธุ์ใหม่กว่า 7 ชนิดที่มีลูกใหญ่ เพาะปลูกง่ายกว่าเดิม ทุกวันนี้สตรอเบอรีได้แพร่กระจายไปทั่วโลก มีการปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะกับลักษณะภูมิอากาศ

         การขยายพันธุ์สตรอเบอรีทำโดยใช้ไหลซึ่งแตกมากมายรอบต้น แต่ก็มีบางพันธุ์ เช่น 

สตรอเบอรีแถบเทือกเขาอัลไพน์ในยุโรป ( F. vesca ) ที่ไม่มีไหล ชาวสวนจะปลูกโดยใช้เมล็ดแทน

         ดอกสตรอเบอรีเป็นสีขาว มีบ้างที่เจือชมพูหรือแดง  ดอกบานในฤดูใบไม้ผลิ หรือประมาณต้นฤดูหนาวของไทย ถ้าใครไปเที่ยวงานเกษตรแฟร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา จะเห็นนิสิตหนุ่มสาวนำต้นสตรอเบอรีที่กำลังติดลูกใส่ถุงขายถุงละ 40 บาท เห็นแล้วอดซื้อมาปลูกด้วยความเอ็นดูไม่ได้

                หลังจากออกดอก ดอกที่ได้รับการผสมก็จะกลายเป็นผลสีแดงสดเปรี้ยวจี๊ดยั่วน้ำลายในเวลา 5 สัปดาห์ ผลสตรอเบอรีตอนเล็กๆจะเป็นสีเขียว แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นเหลือง ส้ม แดง และแดงก่ำในที่สุด

สตรอเบอรีผลหนึ่ง แท้ที่จริงแล้วเกิดจากการอัดรวมกันของผลย่อยๆมากมายบนแกนเดียวกัน

       ฝรั่งนิยมทานสตรอเบอรีสด และผสมในอาหารหวาน  สตรอเบอรีชอร์ทเค้ก ทำได้ง่ายจากสปันจ์เค้ก  วิปปิ้งครีม  และสตรอเบอรีสด ถือเป็นขนมหวานประจำบ้านชาวอเมริกันเลยทีเดียว

สตรอเบอรีกับฤทธิ์ทางยา

        ในตำรายาโบราณ สตรอเบอรีเคยถูกบันทึกไว้ว่ามีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน (mild laxative)  ยาขับปัสสาวะ (diuretic) และเป็นยาฝาดสมาน (astringent)  ตามหนังสือ A Modern Herbal ของ Maud Grieve ตีพิมพ์เมื่อปี 1931 กล่าวว่า ลินเนียส นักพฤกษศาสตร์ชื่อดัง เป็นบุคคลแรกที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า สตรอเบอรีช่วยบรรเทาอาการโรคปวดข้อรูมาติกได้  และยังแนะนำว่า " สตรอเบอรีฝานบางๆ ทาหน้าทันทีหลังล้างหน้า จะช่วยทำให้หน้าขาวขึ้น และยังช่วยสมานผิว  ลบรอยริ้วจากแดดเผาได้ "

สตรอเบอรีกับวงการแพทย์

        ปัจจุบันยังไม่มีใครทำการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับสตรอเบอรีมากนัก  ดังนั้นผลทางยาจึงยังไม่เป็นที่รู้จัก

        อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในวงการแพทย์ว่า น้ำคั้นจากสตรอเบอรีเช่นเดียวกับน้ำคั้นจากผลไม้อีกหลายชนิด สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชะงัดในหลอดทดลอง เช่น Poliovirus Echovirus  Reovirus  Coxsackievirus และไวรัสที่ทำให้เกิดเริม  นักวิทยาศาสตร์แคนาดาพบว่า ยิ่งน้ำคั้นผลไม้ข้มข้น ฤทธิ์ฆ่าเชื้อยิ่งสูงขึ้น

        ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า สตรอเบอรีมีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจของมนุษย์ และอาจป้องกันมะเร็งได้  ลูกสีแดงสดอุดมด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง  นักวิจัยในอิตาลีสังเกตเห็นว่า  สตรอเบอรีสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนได้  (สารกลุ่มนี้กระตุ้นการเกิดมะเร็งในลำไส้เนื่องจากมันมีโพลีฟีนอลปริมาณสูง           ในการวิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานผลไม้กับการเกิดมะเร็ง สตรอเบอรีเป็นหนึ่งในแปดของผลไม้ที่มีความสัมพันธ์กับการลดการตายจากมะเร็ง โดยศึกษาในผู้สูงอายุ 1,271 รายในรัฐนิวเจอร์ซี คนที่รับประทานสตรอเบอรีมากที่สุด  มีโอกาสเกิดมะเร็งต่ำกว่าคนที่ทานสตรอเบอรีน้อยที่สุดหรือไม่ทานเลยถึงสามเท่า

สตรอเบอรีกับเม็ดเลือดแดง

        ถ้าใครมีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี  คงเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด  คนสมัยกรีกโรมันรับประทานอาหารที่มีสีแดงเมื่อเสียเลือด เชื่อกันว่าสีแดงจะช่วยสร้างเลือด ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ถึงวันนี้ เรากลับพบว่าสตรอเบอรีสีแดงก่ำ มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดได้จริง

        ก่อนอื่น  คงต้องทบทวนกันสักนิดก่อนว่า เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย   แหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงคือไขกระดูก ในการสร้างเม็ดเลือดแดงจำเป็นต้องใช้ธาตุสำคัญตัวหนึ่งคือ ธาตุเหล็ก  คนที่เสียเลือดจึงต้องการธาตุเหล็กมาก

        มนุษย์ได้ธาตุเหล็กเข้าร่างกายจากแหล่งใดบ้าง ?   เราได้ธาตุเหล็กจากการรับประทานเนื้อสัตว์และผักผลไม้  เมื่ออาหารถูกย่อย  ธาตุเหล็กก็จะถูกดูดซึมผ่านผนังกระเพาะและลำใส้ ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ในที่สุด

        ในปี 1987  Ballot D, Baynes RD, Bothwell TH, Gillooly M, MacFarlane BJ, MacPhail AP, Lyons G, Derman DP, Bezwoda WR, Torrance JD, และคณะผู้วิจัยหลายคนได้ทำการวิจัยผลของน้ำผลไม้ที่มีต่อการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าร่างกาย  เพราะมีหลักฐานน่าเชื่อว่า น้ำผลไม้มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้  ดังนั้นการที่คนเราแต่ละคน รับประทานอาหารที่แตกต่างกัน บางคนดื่มน้ำผลไม้เมื่อจบมื้อ  บางคนดื่มน้ำเปล่า เราแต่ละคนอาจได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่แตกต่างกัน

       การวิจัยครั้งนี้ทำโดยศึกษาปริมาณเหล็กจากข้าวสวยที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหญิง 234 คนที่ทานน้ำผลไม้พร้อมอาหาร กับพวกที่ไม่ทานน้ำผลไม้  ตรวจวัดปริมาณเหล็กที่ถูกดูดซึมด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์

       ผลการทดลองพบว่า น้ำผลไม้หลายชนิดช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าร่างกายได้อย่างมาก  โดยน้ำมะนาวช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กดีที่สุด รองมาคือน้ำส้ม และน้ำฝรั่ง

       ที่ช่วยได้ดีปานกลางคือ น้ำสตรอเบอรี พลัม  กล้วย  มะม่วง  แคนตาลูป  และสับปะรด   และที่ช่วยได้น้อยมากคือ น้ำองุ่น พีช  แอปเปิ้ล และอะโวคาโด

       จากผลการวิจัยครั้งนี้ เห็นได้ว่าการดื่มน้ำผลไม้ระหว่างอาหาร คงไม่ได้เพียงแค่ความเท่ตามแบบฝรั่งเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นและยังได้วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์มากมาย

       จึงน่าจะเป็นการดี ที่เราจะฝึกนิสัยตัวเองและลูกหลานให้ดื่มน้ำผลไม้สด เพื่อสุขภาพที่ดีนับแต่บัดนี้ บางทีอาจพบว่า ท่านกลับมีเลือดฝาด ปากแดงสดใสเหมือนสตรอเบอรี่ก็ได้ ใครจะรู้                  

www.moph.go.th/ops/doctor/drMay44/drug601.dochttp://www.moph.go.th/ops/doctor/drMay44/drug601.doc

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผักโขม



ผักโขม
ชื่อวิทยาศาสตร์        AmaranthusLividusLinn.
ชื่อสามัญ             Chineses spinach
วงศ์                 Amaranthaceae
ชื่ออื่นๆ               ผักโขม(กลาง),ผักโหม,ผักหม(ใต้), ผักโหมเกลี้ยง(แม่ฮ่องสอน),กระเหม่อลอเตอ (กระเหรี่ยง,แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะ :
  • ผักขมเป็นพืชล้มลุกปีเดียวลำต้นสีเขียวตรงแตกกิ่งก้านสาขามากใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่คล้ายสามเหลี่ยม ใบออกแบบสลัลกว้าง 2.5-8 ซม.ยาว 3.5-12 ซม.ขอบใบเรียบดอกเป็นดอกช่อสีม่วงปนเขียวออกตามซอก ใบเมล็ดสีน้ำตาลเกือบดำ
  • ผักขมหัดเป็นพืชล้มลุกสูงราว2ฟุตมีขนเล็กน้อยใบเขียวเข้มรียาวประมาณ4นิ้วปลายใบมนหลังในมีขน และรอยย่นก้านใบสั้นดอกเล็กสีน้ำเงินอมม่วง
  • ผักขมหนามเป็นพืชล้มลุกปีเดียวลำต้นตรงเป็นเหลี่ยมหรือกลมผิวเรียบแตกกิ่งก้านมากใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ปลายใบแหลมออกสลัลกันก้านใบยายและมีหนามเกิดขึ้นตรงโคนก้านใบ1คู่ดอกเป็นดอกช่อสีเขียว อ่อนดอกย่อขนาดเล็กช่อดอกมีหนามแหลมแต่หนามเล็กกว่าต้นเมล็ดลีดำหรือสีน้ำตาล

คุณค่าทางอาหาร:
ผักโขมเป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินเอ กรดโฟเลต แคโรทีน วิตามินซี โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี โปรตีน และไฟเบอร์
ผักใบเขียวอย่างผักโขมเปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกัน โรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด
ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ วิตามินเอช่วยบำรุงรักษาสายตา บำรุงกระดูกและฟัน วิตามินซีช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายให้ปลอดภัยจากโรค ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ผักโขมยงมีธาตุเหล็กสูง และช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย

ประโยชน์ :
ผักโขมเป็นผักสุขภาพชั้นยอด ในใบผักโขมเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินซี กรดแอมิโน และสารอาหารอื่น ๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง
นอกจากนั้น ในผักโขมยังมี เบต้าแคโรทีนสูง มีสารซาโปนินที่ช่วยลดคอลเลสเทอรอลในเลือดอีกด้วย ผักโขมยังมีเส้นใยอาหารมาก จึงช่วยระบบขับถ่าย และลดความเสี่ยง การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
นอกจากนี้จากการวิจัยยังพบว่า เมล็ดผักโขมที่ชาวตะวันตกชอบรับประทานนั้น มีคุณค่าโปรตีนและแคลเซี่ยมที่สูงกว่าน้ำนม  อีกทั้งให้กรดแอมิโนชื่อไลซีนมากกว่าที่ได้จากข้าว หรือข้าวสาลีอีก

สรรพคุณทางยา :
  • ผักขมใบสดมีสรรพคุณรักษาแผลพุพองต้นมีสรรพคุณแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบและรากช่วยดับ พิษร้อนถอนพิษไข้ขับถ่ายปัสสาวะ
  • ผักขมหัดรากปรุงเป็นยาถอนพิษร้อนแก้คันถอนพิษไข้แก้เสมหะขับ ปัสสาวะมักจะใช้เป็นยาสมุนไพร่วมกับผักขมหิน
  • ผักขมหนามรากผักโขมหนามเป็นยาแก้ตกเลือดแก้ฝีแก้ขี้กลากเป็นยาขับน้ำนมแก้แน่นท้อง แก้พิษแก้ช้ำในแก้ไข้ระงับความร้อนแก้เด็กลิ้นเป็นฝ้าละอองเบื่ออาหาร

แหล่งที่มา www.the-than.com/samonpai/P/43.html