สตรอเบอรี
สตรอเบอรี

สตรอเบอรีไม่ใช่ผลไม้พื้นเมืองของไทย แต่เรากลับเคยรับประทานสตรอเบอรีกันแทบทุกคน เพราะนอกจากรสเปรี้ยวยั่วน้ำลายแล้ว สีแดงสดใสและกลิ่นหอมเฉพาะตัวก็ยังช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ไอศกรีม แยม เจลลี และอาหารสารพัดสารเพ
ไม่อาจกล่าวว่าสตรอเบอรีใช้เป็นยาได้เสียทีเดียว แต่ก็น่าทึ่งว่าน้ำสตรอเบอรีช่วยให้ธาตุเหล็กถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น เห็นได้ชัด
รู้จักทักทาย
สตรอเบอรีเป็นพืชตระกูลเดียวกับกุหลาบ คืออยู่ในวงศ์ Rosaceae แต่ดูเผินๆจะเห็นว่าไม่มีอะไรคล้ายกันเลย พืชน่ารักต้นนี้เป็นเพียงไม้ล้มลุกขนาดเล็กสูงแค่คืบ ใบเป็นใบประกอบ ขอบใบเป็นจักร มีขนสั้นๆคลุมผิวใบ
สตรอเบอรีมีหลายพันธุ์ ทั้งหมดอยู่ในสกุล(Genus) Frageria ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในแถบอบอุ่น เดิมเป็นไม้ป่าเรียก wild strawberry ต่อมาถูกนำมาปลูกเพื่อรับประทานผลตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ประมาณว่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สิบสาม ชาวฝรั่งเศสนำสตรอเบอรีป่ามาปลูกเป็นพืชไร่ ในอเมริกาก็มีสตรอเบอรีสองสายพันธุ์คือ F. chiloensis และ F. virginiana ซึ่งถูกนำมาแพร่พันธุ์ในยุโรป และเกิดกลายพันธุ์ได้สายพันธุ์ใหม่กว่า 7 ชนิดที่มีลูกใหญ่ เพาะปลูกง่ายกว่าเดิม ทุกวันนี้สตรอเบอรีได้แพร่กระจายไปทั่วโลก มีการปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะกับลักษณะภูมิอากาศ
การขยายพันธุ์สตรอเบอรีทำโดยใช้ไหลซึ่งแตกมากมายรอบต้น แต่ก็มีบางพันธุ์ เช่น
สตรอเบอรีแถบเทือกเขาอัลไพน์ในยุโรป ( F. vesca ) ที่ไม่มีไหล ชาวสวนจะปลูกโดยใช้เมล็ดแทน
ดอกสตรอเบอรีเป็นสีขาว มีบ้างที่เจือชมพูหรือแดง ดอกบานในฤดูใบไม้ผลิ หรือประมาณต้นฤดูหนาวของไทย ถ้าใครไปเที่ยวงานเกษตรแฟร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา จะเห็นนิสิตหนุ่มสาวนำต้นสตรอเบอรีที่กำลังติดลูกใส่ถุงขายถุงละ 40 บาท เห็นแล้วอดซื้อมาปลูกด้วยความเอ็นดูไม่ได้
หลังจากออกดอก ดอกที่ได้รับการผสมก็จะกลายเป็นผลสีแดงสดเปรี้ยวจี๊ดยั่วน้ำลายในเวลา 5 สัปดาห์ ผลสตรอเบอรีตอนเล็กๆจะเป็นสีเขียว แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นเหลือง ส้ม แดง และแดงก่ำในที่สุด
สตรอเบอรีผลหนึ่ง แท้ที่จริงแล้วเกิดจากการอัดรวมกันของผลย่อยๆมากมายบนแกนเดียวกัน
ฝรั่งนิยมทานสตรอเบอรีสด และผสมในอาหารหวาน สตรอเบอรีชอร์ทเค้ก ทำได้ง่ายจากสปันจ์เค้ก วิปปิ้งครีม และสตรอเบอรีสด ถือเป็นขนมหวานประจำบ้านชาวอเมริกันเลยทีเดียว
สตรอเบอรีกับฤทธิ์ทางยา
ในตำรายาโบราณ สตรอเบอรีเคยถูกบันทึกไว้ว่ามีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน (mild laxative) ยาขับปัสสาวะ (diuretic) และเป็นยาฝาดสมาน (astringent) ตามหนังสือ A Modern Herbal ของ Maud Grieve ตีพิมพ์เมื่อปี 1931 กล่าวว่า ลินเนียส นักพฤกษศาสตร์ชื่อดัง เป็นบุคคลแรกที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า สตรอเบอรีช่วยบรรเทาอาการโรคปวดข้อรูมาติกได้ และยังแนะนำว่า " สตรอเบอรีฝานบางๆ ทาหน้าทันทีหลังล้างหน้า จะช่วยทำให้หน้าขาวขึ้น และยังช่วยสมานผิว ลบรอยริ้วจากแดดเผาได้ "
สตรอเบอรีกับวงการแพทย์
ปัจจุบันยังไม่มีใครทำการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับสตรอเบอรีมากนัก ดังนั้นผลทางยาจึงยังไม่เป็นที่รู้จัก
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในวงการแพทย์ว่า น้ำคั้นจากสตรอเบอรีเช่นเดียวกับน้ำคั้นจากผลไม้อีกหลายชนิด สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชะงัดในหลอดทดลอง เช่น Poliovirus Echovirus Reovirus Coxsackievirus และไวรัสที่ทำให้เกิดเริม นักวิทยาศาสตร์แคนาดาพบว่า ยิ่งน้ำคั้นผลไม้ข้มข้น ฤทธิ์ฆ่าเชื้อยิ่งสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า สตรอเบอรีมีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจของมนุษย์ และอาจป้องกันมะเร็งได้ ลูกสีแดงสดอุดมด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง นักวิจัยในอิตาลีสังเกตเห็นว่า สตรอเบอรีสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนได้ (สารกลุ่มนี้กระตุ้นการเกิดมะเร็งในลำไส้ ) เนื่องจากมันมีโพลีฟีนอลปริมาณสูง ในการวิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานผลไม้กับการเกิดมะเร็ง สตรอเบอรีเป็นหนึ่งในแปดของผลไม้ที่มีความสัมพันธ์กับการลดการตายจากมะเร็ง โดยศึกษาในผู้สูงอายุ 1,271 รายในรัฐนิวเจอร์ซี คนที่รับประทานสตรอเบอรีมากที่สุด มีโอกาสเกิดมะเร็งต่ำกว่าคนที่ทานสตรอเบอรีน้อยที่สุดหรือไม่ทานเลยถึงสามเท่า
สตรอเบอรีกับเม็ดเลือดแดง
ถ้าใครมีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี คงเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด คนสมัยกรีกโรมันรับประทานอาหารที่มีสีแดงเมื่อเสียเลือด เชื่อกันว่าสีแดงจะช่วยสร้างเลือด ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ถึงวันนี้ เรากลับพบว่าสตรอเบอรีสีแดงก่ำ มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดได้จริง
ก่อนอื่น คงต้องทบทวนกันสักนิดก่อนว่า เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงคือไขกระดูก ในการสร้างเม็ดเลือดแดงจำเป็นต้องใช้ธาตุสำคัญตัวหนึ่งคือ ธาตุเหล็ก คนที่เสียเลือดจึงต้องการธาตุเหล็กมาก
มนุษย์ได้ธาตุเหล็กเข้าร่างกายจากแหล่งใดบ้าง ? เราได้ธาตุเหล็กจากการรับประทานเนื้อสัตว์และผักผลไม้ เมื่ออาหารถูกย่อย ธาตุเหล็กก็จะถูกดูดซึมผ่านผนังกระเพาะและลำใส้ ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ในที่สุด
ในปี 1987 Ballot D, Baynes RD, Bothwell TH, Gillooly M, MacFarlane BJ, MacPhail AP, Lyons G, Derman DP, Bezwoda WR, Torrance JD, และคณะผู้วิจัยหลายคนได้ทำการวิจัยผลของน้ำผลไม้ที่มีต่อการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าร่างกาย เพราะมีหลักฐานน่าเชื่อว่า น้ำผลไม้มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ดังนั้นการที่คนเราแต่ละคน รับประทานอาหารที่แตกต่างกัน บางคนดื่มน้ำผลไม้เมื่อจบมื้อ บางคนดื่มน้ำเปล่า เราแต่ละคนอาจได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่แตกต่างกัน
การวิจัยครั้งนี้ทำโดยศึกษาปริมาณเหล็กจากข้าวสวยที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหญิง 234 คนที่ทานน้ำผลไม้พร้อมอาหาร กับพวกที่ไม่ทานน้ำผลไม้ ตรวจวัดปริมาณเหล็กที่ถูกดูดซึมด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์
ผลการทดลองพบว่า น้ำผลไม้หลายชนิดช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าร่างกายได้อย่างมาก โดยน้ำมะนาวช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กดีที่สุด รองมาคือน้ำส้ม และน้ำฝรั่ง
ที่ช่วยได้ดีปานกลางคือ น้ำสตรอเบอรี พลัม กล้วย มะม่วง แคนตาลูป และสับปะรด และที่ช่วยได้น้อยมากคือ น้ำองุ่น พีช แอปเปิ้ล และอะโวคาโด
จากผลการวิจัยครั้งนี้ เห็นได้ว่าการดื่มน้ำผลไม้ระหว่างอาหาร คงไม่ได้เพียงแค่ความเท่ตามแบบฝรั่งเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นและยังได้วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์มากมาย
จึงน่าจะเป็นการดี ที่เราจะฝึกนิสัยตัวเองและลูกหลานให้ดื่มน้ำผลไม้สด เพื่อสุขภาพที่ดีนับแต่บัดนี้ บางทีอาจพบว่า ท่านกลับมีเลือดฝาด ปากแดงสดใสเหมือนสตรอเบอรี่ก็ได้ ใครจะรู้ ?
เนื้อหาครอบคลุม ตัวหนังสือก็อ่านง่ายดีค่ะ...อัจฉราวดี มีศักดิ์
ตอบลบ